วันนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เขียนไดอารี่หน้าใหม่เลยเพราะว่าเพิ่งเจอแม่คอมเม้นไว้ว่าไปจ่ายตังค์ค่าไดอารี่ให้แล้ว เราก็เพิ่งจะยืนยันกับทางระบบเมื่อกลางวัน พอเข้ามาก็ได้เขียนไดอารี่แล้ว ทุกอย่างรวดเร็วดีจริงๆ ของคุณแม่มากจ้ะ แล้วก็ขอบคุณไดอารี่คลับด้วย เร็วทันใจมากเลยค่ะ
คงไม่มีรูปให้ดูเพราะว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่ตีสี่ไปบินไฟลท์นึงซึ่งไปเหมือนไปพักผ่อนเพราะไปนานมาก แต่ก็คงไม่ออกไปข้างนอก ทั้งที่คนอื่นถ้าได้อยากออกกันมากมาย เราซิพยายามจะแลกให้คนอื่นได้ไป พาแฟนไป เนื่องจากคุณชายเองก็มาไม่ได้ เราก็อยากให้คนอื่นได้ไปกับแฟนแต่ก็แลกไม่เป็นผลเลย .. ถ้าที่นั่งมีอินเตอร์เนตให้ใช้ก็จะอัพเดทรายงานชีวิตใกล้ทะเลสามวันที่นั่นเป็นระยะค่ะ
ช่วงนี้มีเรื่องค่อนข้างซวยอย่างไม่คาดคิดจริงๆเลย เหตุการณ์ต้นตอเกิดตอนไหนไม่แน่ใจแต่ว่าเมื่อวันก่อนที่ซวยนิดๆแล้ว ซึ่งไม่เคยเลยที่จะโดนเรียกไปบินปารีสแบบนี้ สั้นแบบคราวก่อนที่ไปถึงเย็นกลับเช้าก็ไม่ปริปากบ่น แต่คราวนี้นี่ เป็นแบบ ทำไฟลท์ถึงปารีส นั่งรอที่แอร์พอร์ต แล้วนั่งเป็นผู้โดยสารกลับมา เหมือนจะดีแต่ว่าเหนื่อยกว่าทำไฟลท์มาก เพราะคนอื่นถึงก็พักที่โรงแรม เอาแรง แถมได้ตังค์เยอะ ขากลับก็ทำๆกลับมา แต่เราทำเสร็จ นั่งที่สนามบิน CDG สามชั่วโมง ระหว่างนั้นเบื่อไม่มีอะไรทำก็เลยเดินเล่น duty free ที่ภูมิใจหนักหนาว่าพักนี้ประหยัดมากไม่ซื้อเครื่องสำอางค์ ไม่ใช้เงินก็มีอันใช้บ้าง เดินอยู่แว้บๆเสียไม่มากไม่น้อย แรกซื้อครีม Loccitane ไปสองไอเท็ม จากนั้นเข้าร้านชอกโกแลต แพ็จเกจสวยน่ารักมากๆ ซื้อมาสามไอเท็ม จากนั้นเดินเข้าร้านกระเป๋าแถวนั้น มี Longchamp แขวนๆอยู่ ไม่เคยคิดจะใช้เลยเพราะคิดว่ากระเป๋่ายี่ห้อนี้มันพลาสติกมากๆ แต่คนก็ใช้เยอะเหมือนกัน พอดูราคา ก็คิดว่าที่ปารีสนี่แหล่งผลิตคงถูก แถมราคาก็โอเค คิดว่าใช้ได้เรื่อยๆ ใส่ของได้เยอะดีไม่ต้องระวังมาก ซื้อมาใบสีขาว ขนาดกลางคือรองจากใบเล็กขึ้นมา 51 ยูโร สองพันกว่าบาท ก็โอเคนะ ..
นี่ทำไมเราพูดเลยเถิดไปถึงขนาดนั้น กลับมาที่ประเด็นกันดีกว่า เรื่องของเรื่องก็คือว่า เวลาที่ขึ้นเครื่องไปแล้ว หน้าที่แรกของทุกคนก็คือเปิดกระเป๋าลากๆเพื่อเอาเสื้อแจ็คเก็ตใส่ทำงาน และรองเท้าใส่ทำงานออกมา (ใครจะเอามาม่าหรือของกินสุดโปรดเช่นน้ำพริกออกมาแอบซ่อนไว้หยิบมาทานระหว่างว่างก็ไม่ว่ากัน) แล้วก็เอาไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า พอสัญญาณ seat belt sign มันตึ๊งๆเมื่อไหร่ก็พุ่งพรวดไปหยิบมาใส่ เอารองเท้ามาเปลี่ยน ทีนี้ไอ้เราเปิดมาหยิบรองเท้าปุ๊บ กำลังจะหยิบเสื้อทำงาน เฮ้ยยย ไม่มี ไม่มี พอไม่มีก็หาทั่วทุกซอกของกระเป๋า ซึ่งใบก็มีแค่นั้นน่ะ ก็งงมากว่ามันไม่มีได้ยังไงหว่าเพราะว่าอยู่บ้านเราก็ไม่ได้เปิดกระเป๋าหยิบมันออกมาเลย ก็เลยสรุปเอาโดยสมมติฐานว่า เราคงลืมไว้บนเครื่องจากไฟลท์ที่แล้วนั่นเอง ฮือๆๆๆ พอได้สติก็หน้าซีด ซีด ช๊อค จนลูกเรือถามว่า ยูเป็นไร เราเลยบอกว่า ซวยแล้วยู ไอลืมเอาเสื้อนอกมา ลูกเรือก็บอกว่า Monnat!! Run to the CSD ด่วน ก่อนจะสายเกินไป
พอวิ่งไปหาหัวหน้าใหญ่ หน้าซีด แล้วก็บอกว่าลืม หัวหน้าก็โมโหมากกกกก (เป็นเราก็โมโห เพราะเรื่องใหญ่เลย เพราะไฟลท์นั้นไม่รู้ใครกุเรื่องก่อนบินว่าท่านผู้บริหารเบอร์หนึ่งจะขึ้นเครื่องมาด้วย) หัวหน้าไม่ยอมให้เรากลับไปเอา เราอยากกลับไปดูเพื่อให้รู้ว่ามีใครเก็บได้ป่าวแล้ววางไว้แถวห้องบริฟ แต่หัวหน้าก็ให้เจ้าหน้าที่ วอ ไปถาม แทนที่จะได้เสื้อ กลับวอไปที่แผนก fashion police จากนั้นก็เอาเลขประจำตัวเราไปด้วย ไม่ได้เสื้อ แถมโดนจดชื่ออีกต่างหาก จากนั้นเราก็ทำงานบนไฟลทืแบบไม่มีเสื้อนอก ดูโล่งๆพิกล ตลอดทั้งไฟลท์ก็ทำงานด้วยความไม่มั่นใจ แถมลูกเรือไม่ค่อยฟังด้วย เพราะเราดูไม่พร้อม ไฟลท์นั้น incharge business class ด้วย ซวยจิงๆ ลูกเรือกระด้างกระเดื่องเป็นอย่างยิ่ง เฮ้ออ โชคดีบินกะปุ้มเลยช่วยเป็นผู้รับฟังความเศร้าใจของเราไปได้หน่อยนึง
วันนี้เหนื่อยง่วงกลับมาจากบินเศร้าๆมะวาน ก็รีบไปออฟฟิศแต่เช้า เพื่อไปเอาเสื้อใหม่ จริงๆแล้วเรามีสิทธิจะเอายูนิฟอร์มใหม่ปีละหนึ่งเซต ซึ่งตอนนี้เราควรได้รับอันใหม่แล้ว เราก็เลยเข้าไปทวงเสื้อใส่ทำงานเสิรฟตัวที่หายไป แต่ตอนนี้ดั๊น มีีคนออกโพลิซีว่า "ใครจะเอาอันใหม่ ต้องเอาอันเก่ามาคืนด้วย ไม่งั้นไม่ให้น๊ะ" พอไปแบบนี้เราก็บอกว่าหายอ่ะจะทำไง เขาก็บอกว่า ยูก็ต้องจ่ายตังค์สิ เราก็บอกว่าจ่ายก็จ่าย เท่าไหร่ล่ะ สองร้อยสี่สิบเรียลน่ะ ตึ๊ง เพื่อนๆสายการบินเดียวกันที่เคารพคะ ค่าเสื้อกันเปื้อนอันที่ใส่กันอยู่นี้ ราคาตัวละสองพันกว่าบาทค่ะ คงมีเราคนเดียวล่ะมั้งที่ประมาทเลินเล่อจนต้องเสียทรัพย์แบบไร้สาระเช่นนี้
จากนั้นกลับมาบ้านคุยกะคุณชาย แชทกะนทนิดหน่อย หลับงีบไป มีโทรสับมา รับแบบไม่ตื่นเต้นนัก
"Monnat นี่ ... XXXX performance officer"
... according to the flight Doh-CDG
จากนั้นก็ร่ายยาว ยูเป็น business class crew แล้วเรื่องแบบนี้ลืมได้ไง
เราก็ใช้หลักการเดิมคือนอบน้อมและยอมรับ เซย์ซอรี่ไว้เป็นดียิ่ง สรุปว่าวันนี้ท่านผู้ประเมิณผลการปฎิบัติงานก็มิได้จะยื่นจดหมายตักเตือนให้เราแต่อย่างใด จากที่เคยโดนมาแล้วกระทงแรกที่ผู้โดยสารคมเพลน พอเค้าโทรมาก็พูดดีดีและยอมรับออกตัวไป อย่าไปเถียงเป็นอันขาดมิเช่นนั้นจะซวย วันนี้ก็เลยรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เรื่องความผิดเดิมจะกระทำซ้ำผิดสองไม่ได้ จะผิดก็ผิดเรื่องอื่นอย่าผิดเรื่องนี้อีก เฮ้อออ
... เรื่องเล็กๆ แต่ก็ดูเหมือนจะใหญ๋ได้เมื่อทำงานนี้เนอะ
การลืมของ เมื่อก่อน ก็เป็นแค่สายลมผ่านไป ตอนนี้ไม่ได้
ตื่นสาย เมื่อก่อนก็แค่อายนิดหน่อยเวลาไปสาย แต่ตอนนี้ เป็นอะไรที่จะมีผลร้ายมากๆตามมา
อีกนิดหน่อย วันก่อนลงไปขึ้นรถบัสสายไปหนึ่งนาที เมื่อเวลาเปลี่ยนปุ๊บรถออกปั๊บ
รถอีกคันจะออกในอีกยี่สิบนาที แปลว่าเราจะไปสายในห้องบริฟยี่สิบนาทีซึ่งไม่ได้เลย
มองเห็นท่านเพอร์เซอร์คนนึงกำลังนั่งอยู่ในแท็กซี่รถกำลังจะออก
จากที่ยืนเอ๋ออยู่ในบัส เรานี้วิ่งเราไปอย่างเร็ว เคาะกระจกรถแท็กซี่คันนั้นแล้วบอกว่าไปด้วย สายแล้ว จากนั้นก็เปิดท้ายรถบัส หยิบกระเป๋าเดินทางกะกระเป๋าลาก ใส่ท้ายแท็กซี่อย่างรวดเร็วแล้วกระโดดขึ้นไปนั้่งกับผู้โดยสารตัวจริงอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยสวัสดี ในวันนั้นก็ไปห้องบริฟก่อนเวลาด้วยแล
....
พ่อแม่นท
หนู/พี่นุ่น ออกเดินทางเช้ามากพรุ่งนี้จะไปมัลดีฟค่ะ