Happy Chinese New Year 2015
You made my day
พุดดิ้งมะพร้าวเผานมสด 15 นาที
HBD Pockey
my 33rd BD
ครีมรกแกะ Lavender Australia VS Rebirth
เรียนทำ Macaroon กับ Maeban Club
วันหยุดแห่งชาติ : ผัดไทยประตูผี
แฟนนางงาม
เพื่อนๆจะมีน้องกันละ
เที่ยวเกาะกูด @ Charm's House
Por & Art Wedding
เดินๆอยู่เจอโบสถ์ in China
1 year Anniversary
bikini เป็นเหตุ
วันเดียว เที่ยว สุโขทัย : One Day Trip by Creative Journey
หินปูนในทอนซิล : Tonsil Stones
First time to Cappadocia : Cappadocia Cave Suite Hotel
เพื่อนที่เคยทำหล่นหาย
คุณครูเฉลิม ม่วงแพรศรี : เก็บไว้ในความทรงจำ
Her
My Wedding Reception Album...
Wedding Reception Clip
Cape Dara Resort
Angel Cake
งานหมั้น 8 ธ.ค.2556
เดินสายไปงานแต่ง
wedding - สิ่งที่ยังไม่เสร็จ
ทำไมถึงร้องไห้ ...
จะลดน้ำหนักละนะ
16 days ..
Yubari Melon ของแม่
ตลาดนัดบัวแก้ว
ฝันร้าย
คอนโด Part I : เลือก Wallpaper
Hair Extension
อะไรคืองานที่ดีกว่านี้ ???
ไปบรรยาย ...
คำพูด พูดแล้วเรียกคืนไม่ได้
ร้าน Noon Wonderwall*
เที่ยว Tunis
Zurich 1
Zurich 2
Zurich3
Morrocco
Greece 1
New York1
New York2
Seyshells
มัลดีฟ 1
มัลดีฟ 2
New York3
Munich1
Munich2
Rome1
Rome
Rome2
London
London2
Paris
Paris2
Nepal
Frankfert
Berlin
Nirobi:Kenya
South Africa
Geneva
Vienna






 

 

   

คุณครูเฉลิม ม่วงแพรศรี เก็บไว้ในความทรงจำ

 

 

 

 หายหน้าไปนานมากอีกเช่นเคยสำหรับการเขียนไดอารี่ที่นี่ ... วันนี้เราอยากจะเขียนบันทึกเกี่ยวกับคุณครูเอาไว้ เพราะกลัวว่าจะลืมความรู้สึกนี้ไป เป็นความรู้สึกที่เสียใจและเศร้าใจมานานพอสมควร ตั้งแต่ต้นเดือนเรื่อยมา จริงอยู่ว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้นยังดำเนินไปตามปกติ แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็อดน้ำตาคลอไม่ได้

 

เราสูญเสียบุคคลที่เรารักที่สุดคนหนึ่งในชีวิตไปค่ะ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บุคคลคลนี้ไม่ได้เป็นทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อย เพื่อน หรือคนรักเลย หากแต่เป็นครูผู้ให้ความรู้แก่เรา แต่ความผูกพันธ์ที่มีต่อคุณครูเฉลิม ม่วงแพรศรีนี้ มีมากกว่าครู เนื่องจากท่านไม่มีญาติคอยดูแล ไม่มีครอบครัว และอายุมากแล้ว ทำให้เรารู้สึกเหมือนท่านเป็นคุณปู่ หรือคุณตาของเรามาตั้งแต่แรก 

 

วันที่ 2 กค.2556 เราโทรศัพท์ไปหาคุณครู เพื่อจะเล่าเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันให้ฟังตามปกติ แต่คุณครูไม่รับสาย  ก็คิดอยู่ว่าคุณครูอาจจะทำงานบ้านหรือนอนหลับพักผ่อนอยู่ (คุณครูอยู่บ้านเพียงคนเดียว และอายุ 76 ปีแล้ว)

 

วันที่ 4 กค.2556 เราโทรศัพท์ไปหาคุณครูอีกครั้ง ในเวลาปกติที่โทรไปประจำคือสองทุ่มครึ่ง ซึ่งคุณครูก็ไม่รับสายอีก ในใจก็คิดว่าคุณครูคงหลับเร็วมั้ง แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่าคุณครูไม่สบายหรือเปล่า

 

ในวันเดียวกันนั้น ประมาณ 5 ทุ่ม เราได้รับโทรศัพท์จากรุ่นพี่ (พี่เมธี) โทรมา พอเห็นเบอร์เราก็คิดแล้วว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ครูอาจจะไม่สบายมาก หรือประสบอุบัติเหตุ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งนึงตอน 10 ปีก่อน ซึ่งขาหักเข้าโรงพยาบาล เราจึงรีบรับสาย

 

เสียงของพี่เมธีพูดว่า "นุ่น ครูเสียแล้วนะ มีอุบัติเหตุครูล้มในห้องนอน" เราแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน มันแทบไม่น่าเชื่อ เราเพิ่งคุยกับครูไม่นานมานี้ ไปบ้านครู คุณครูยังแข็งแรงทุกอย่าง ยังขึ้นรถเมล์ไปนู่นไปนี่เอง แม้วัยเกษียณแล้วแต่ก็ยังทำงาน เราทำใจแทบไม่ได้เลยจริงๆ  เสียใจมาก และทุกข์มาก สงสารคุณครู เพราะเรารู้ว่าตลอดชีวิตของคุณครูนั้นยังไม่ทันได้สบายหรือพัก ก็มาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้

 

นับย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน เราเป็นตัวแทนคนหนึ่งของโรงเรียน ถูกส่งไปงานดนตรีไทยมัธยมศึกษา ทั้งๆที่อยู่ ป.6 กำลังจะเข้า ม.1 โรงเรียนใหม่ของเราทั้งที่เรายังไม่เปิดเทอม ก็ส่งเราไปซ้อมดนตรีไทยที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย รวมกับโรงเรียนอื่นๆมากมาย เราปกติสีซอด้วง แต่เพิ่งมาหัดเล่นซอสามสาย (ซึ่งยากสำหรับเด็กอย่างเรา)  จึงทำให้อาจารย์ผู้คุมการฝึกซ้อมในตอนนั้นต้องปวดหัวกับเรามาก เราเองรู้สึกเหมือนเป็นตัวถ่วงของวง แต่ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่แม้จะเป็นครูที่ดุมาก แต่กลับมีเมตตากับเรา นั่นก็คือคุณครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ณ ขณะนั้นคุณครูประจำอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ อายุก็เยอะพอสมควรแล้ว เป็นที่นับถือของเด็กนักเรียนและอาจารย์ท่านอื่นเป็นอย่างมาก นั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกับคุณครู และคุณครูก็เรียกเราว่า ไฟแช็ก เป็นชื่อเล่นที่ใช้เรียก หลังจากนั้นพี่ๆในวงการที่เล่นดนตรีไทยก็จะเรียกเราว่าไฟแช็กกันทุกคน

 

มีช่วงเวลาที่ทำให้เราห่างจากท่านไป เนื่องจากบ้านของท่านไกลกับเรามาก หลังจากจบงานดนตรีไทยมัธยมศึกษา ทางบ้านไม่ได้สนับสนุนในการเรียนดนตรีไทยของเราอีกต่อไปแล้ว เรามักจะหาเทปเพลงของคุณครูมาเปิดฟังอยู่เสมอๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เราเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดม ขณะรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย คุณครูก็เดินผ่านที่หน้าป้ายรถเมล์ เพราะคุณครูไปสอนซอให้กับคณะศิลปศาสตร์ จุฬา ตอนนั้นเราดีใจมาก และหลังจากนั้นเราก็เริ่มที่จะไปหาคุณครูและเรียนซอกับคุณครูเรื่อยมา

 

มีช่วงเวลาแห่งความทรงจำมากมายที่เกิดขึ้น จำได้ว่าช่วงที่ไปเรียนที่บ้านคุณครู คุณครูไม่เคยเอาสตางค์จากเด็กที่มาเรียน แต่จะไหว้วานอะไรเล็กๆน้อยๆ เราเองจะอาสาทำงานบ้านต่างๆเพื่อแลกกับความกรุณาที่รับเราเป็นศิษย์ เมื่อก้าวเข้าไปในบ้านทรงไทยหลังไม่ใหญ่นักในซอยอ่อนนุช 74 ของคุณครู เป็นที่ที่ทำให้เราได้เจอกับพี่ๆน้องๆที่มาเรียน ทุกคนก็จะช่วยกับทำงานสลับกับต่อเพลง เรามีหน้าที่กวาดถูบ้านและถอนหญ้า ชงน้ำชาบ้างตามแต่โอกาส

 

ช่วงที่ลำบากหน่อยก็คือช่วงที่คุณครูขาหัก เรากับรุ่นพี่ก็จะสลับกันไปเฝ้าที่โรงพยาบาล ช่วงที่คุณครูกลับมาอยู่บ้านยิ่งลำบากเพราะคุณครูเดินไม่ได้แถมอยู่คนเดียว เลยต้องอาศัยการถัดลงบันไดเอา เราต้องโกหกที่บ้านว่าเรียน Summer แต่จริงๆแล้วเรานั่งรถเมล์จาก ปากเกร็ดไปอ่อนนุชแทบทุกวันเพื่อไปดูแลคุณครู ที่บ้านเองไม่ใช่ว่าใจร้ายกับคุณครู แต่เพราะช่วงนั้นคุณยายของเรามาพักรักษาตัวที่บ้านเรา และอยากให้เราอยู่คุยและดูแลด้วย เราเองก็พะวงมาก เพราะคุณยายก็เฉาเพราะเราออกจากบ้านทุกวัน เราต้องตัดใจและรู้สึกผิดมาก แต่ก็รู้ว่าคุณยายยังมีแม่เรา น้องเรา แต่คุณครูไม่มีใครเลย เราเลยกัดฟันยอมโกหกพ่อแม่ ว่าเราไปเรียนที่มหาลัย แต่แม่ก็คงรู้ทัน เพราะกลับมาทีไร มีแต่ขนเอาผลไม้ ขนม กลับมาทุกวัน เพราะคุณครูเอาของเยี่ยมให้เรากลับบ้าน

 

หลังจากนั้นเราจะต้องมีการติดต่อและไปเยี่ยมคุณครูเสมอ แม้ในระยะหลังจะไม่มีการต่อเพลงกันอีกแล้ว เราเองก็ไม่ได้อยากได้วิชาอะไรเลยแม้แต่น้อย ที่ไปเยี่ยมนั้นก็เพียงต้องการไปถามไถ่สารทุกข์ของคุณครูเท่านั้น เหมือนกับญาติคนหนึ่งที่เราเคารพรัก

 

คุณครูเป็นคนประหยัดเสมอจนบางครั้งทำให้เราและพี่ๆน้องๆลูกศิษย์คนอื่นเป็นห่วง แถมยังอยู่ตัวคนเดียว เวลาไปบ้านเราจะพบกับหลายสิ่งในชีวิตประจำวันของคุณครูที่ประดิษฐ์เอง มีจักรเย็บผ้าเอาไว้เย็บนู่นนี่เอง น้ำที่ซักผ้าแล้วนำมารดน้ำต้นไม้ได้อีก ทุกสิ่งอย่างไม่เคยถูกใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือย แม้แต่วัย 76 ปีของคุณครู ก็ยังไม่ยอมอยู่บ้านเฉยๆ ยังคงไปสอนดนตรีไทยที่มหาวิทยาลัยต่างๆ โดยการขึ้นรถเมล์ไปเอง ไม่เคยยอมนั่ง taxi

 

แม้เราจะรู้ว่าเราเป็นเพียงลูกศิษย์เพียงคนหนึ่ง ในบรรดาลูกศิษย์นับร้อยพันของคุณครู ช่วงชีวิตของคุณครูมีคนผ่านเข้ามาและออกไปเสมอๆ แต่สำหรับเราคุณครูจะอยู่ในใจของเราเสมอ สิ่งสำคัญที่เรายึดติดกับคุณครูไม่ใช่เพราะคุณครูมีความสามารถ หรือเพราะคุณครูเป็นศิลปินแห่งชาติ ไม่ใช่เพราะคุณครูเป็นผู้เล่นซอสามสายที่มีฝีมือเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราฝังใจกับคุณครูเลย แต่เพราะอะไรก็ไม่ทราบ ทำให้เรารู้สึกผูกพันธ์กับคุณครูเหมือนเป็นญาติคนหนึ่งจริงๆ 

 

มีครั้งนึงตอนอยู่บ้านคุณครูกับพี่วีนัส คุณครูพูดขึ้นมาว่า ครูเชื่อว่าชาติที่แล้ว คนเราคงทำกรรมร่วมกันมา ในชาตินี้เราถึงได้มารู้จักกัน อย่างครูกับเรา กับวีนัส แบบนี้ ที่มาคุยกันอยู่ตอนนี้ พอมานึกถึงคำพูดนี้ของคุณครูในตอนนี้ หากสิ่งที่คุณครูพูดเป็นจริง ในชาติภพข้างหน้า หนูคงจะมีโอกาสได้รับใช้คุณครูอีกครั้ง  ...

 

 

 

     Share

<< Herเพื่อนที่เคยทำหล่นหาย >>

Posted on Tue 22 Jul 2014 20:14
อ่านแล้วตื้นตันน้ำตาจะไหลค่ะคุณนุ่น
คุณนุ่นเป็นเด็กดีน่ารักมากๆ สมแล้วที่คุณครูท่านจะเมตตา
และคงมีความผูกพันกันมาก่อนด้วยอย่างที่ครูท่านว่าจริงๆ
ครูท่านจะยังอยู่ในใจคุณนุ่นไปตลอดนะคะ
เชื่อว่าท่านจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีแน่ๆค่ะ ดูจากกิจวัตรประจำวันของท่านที่มีแต่ความสมถะ และการให้
Toppo   
Wed 30 Jul 2014 9:00 [2]
 

อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ น้องนุ่นเป็นคนดีมาก ๆ ที่ช่วยดูแลท่าน ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ
ด้า   
Tue 29 Jul 2014 11:11 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh